ไมเคิล เชาวนาศัย

25 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2548
ไมเคิล เชาวนาศัย

อภิมหาอมตะ ร.ศ.223

การใช้เรือนร่างตัวเองเป็นสื่อสำหรับงานศิลปะของไมเคิล เชาวนาศัยนั้น ดูเหมือนจะก่อให้เกิดผลพวงตามมาหลายประการ อย่างแรก มันทำให้ผลงานของเขาเป็นที่จดจำได้ไม่ยาก เพราะนอกจากการใช้รูปร่างหน้าตาของตัวเอง เป็นเสมือนเครื่องหมายทางการค้าในเบื้องต้นแล้ว ไมเคิลยังมีบุคลิกที่โดดเด่นด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ โกนหัวโล้นเลี่ยน แต่กลับมีแววตา กิริยาท่าทางแบบผู้หญิง ซึ่งยิ่งทำให้ผู้คนจดจำได้ง่ายกันไปใหญ่ และอีกหลายเรื่องที่ง่ายต่อการจดจำเช่น งาน Photo Installation และ VDO Art ที่เขาแต่งตัวเป็นผู้หญิง หรือแสดงตัวตนของความเป็น “เกย์” ออกมา รวมทั้งอยู่ในบริบทที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ห่มจีวรพระสงฆ์แต่แต่งหน้าแต่งตาเหมือนผู้หญิง หรือภาพเปลือยที่ใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ลบอวัยวะเพศและหัวนม ทั้งหมดก็ยิ่งช่วยสนับสนุนให้ผลงานของเขาเป็นที่เตะตาและโดดเด่น รวมทั้งก่อให้เกิดความรู้สึกขบขัน ตกใจ หรืออาจถงขั้นขยะแขยงสำหรับคนบางกลุ่มที่เป็นโรค Homophobiae

จะอย่างไรก็แล้วแต่ จุดประสงค์หลักของศิลปิน ในการใช้ร่างกายของตัวเองเป็นสื่อในการสนทนากับผู้ชม และเป็นวัตถุสำหรับการจ้องมองของคนดูนั้น ก็เพื่อพูดถึงอัตลักษณ์ (Identity) ทั้งอัตลักษณ์ของตัวเขาเองในฐานะปัจเจกคนหนึ่ง และอัตลักษณ์ของกลุ่มเกย์ที่เป็นอีกส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งทั้งหมดก็เป็นประเด็นหลักในการทำงานของไมเคิลมาโดยตลอด

ในนิทรรศการครั้งล่าสุด “ไมเคิล เชาวนาศัย อภิมหาอมตะ ร.ศ.223” ศิลปินก็ยังคงมุ่งนำเสนอความคิดในประเด็นอัตลักษณ์เช่นเดิม และมันก็ดูราวกับว่าเขาได้นำเอาความคิดจากผลงานหลายๆ ชุด มารวมไว้ด้วยกันในนิทรรศการครั้งนี้ (ชื่อนิทรรศการภาษาอังกฤษ “Michael Shaowanasai Greatest Hits R.E.223” ก็ยิ่งให้ความรู้สึกไปถึงการรวมฮิตอะไรทำนองนั้น) ทว่า…ในครั้งนี้ ไมเคิลได้ทิ้งจีวรพระที่เคยสร้างประเด็นปัญหาเมื่อหลายปีก่อน มาสวมบทบาทในสถานะต่างๆ …Photo Installation ชุดแรกที่มีชื่อว่า “ผู้หญิงในอุดมคติ” (Saints & Whores) นั้นเป็นรูปถ่ายที่ศิลปินแต่งตัวเป็นผู้หญิงในวัยต่างๆ เริ่มจาก นักเรียน นางงาม บัณฑิตสาว เจ้าสาว และแม่ที่อุ้มลูกไว้ในอก โดยจะมีการเรียงภาพจากซ้ายมาขวาตามลำดับ ซึ่งดูเหมือนจะให้แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตแบบอุดมคติ ของผู้หญิงหลายคนในสังคม ส่วนถัดไปจากนั้นที่เว้นช่องว่างจากกลุ่มภาพนั้นไปสักระยะ เราก็จะพบภาพถ่ายของศิลปินในชุดของแม่ชี… นั่นอาจจะเป็นการประชดประชันถึงชีวิตในอุดมคติหลังจากนั้น อาจจะเป็นการตั้งคำถามให้เราได้คิดว่าเราจะต้องรับบทบาทอะไรหลังจากการเป็นแม่ หรือไม่ก็อาจจะเป็นการทำให้เราฉุกคิดเสียใหม่ว่า เราจำเป็นต้องเดินไปตามเส้นทางที่สังคมตั้งไว้หรือไม่?

“ผู้หญิงเสื้อดอกกุหลาบ” (Woman in roses blouse) เป็นภาพ Self-portrait 4 ภาพเรียงกัน ศิลปินอยู่ในชุดผู้หญิงลายดอกที่ดูย้อนยุค ภาพแรกเธอห้อยพระที่คอ ภาพที่สองเป็นไม้กางเขนสามเป็น Star of David (ตามศาสนาชาวยิว) ส่วนภาพสุดท้าย หญิงสาวในเสื้อลายดอกนั้นห่มผ้าคลุมตามประเพณีของศาสนาอิสลาม… นี่เป็นอีกครั้งที่ศิลปินนำเรื่องศาสนาเข้ามาพูดถึงกลายๆ โดยในงานชุดนี้อาจจะเป็นการตั้งคำถามถึงหลักอุดมคติอีกทางว่า ผู้หญิงที่ไม่ได้การยอมรับในสังคม สามารถจะร่วมกับสัญลักษณ์ทางศาสนาอันดีงามได้หรือไม่? ซึ่งผู้ชมก็จะได้ขบคิดกัน

นอกจากภาพถ่ายแล้ว ใน “ไมเคิล เชาวนาศัย อภิมหาอมตะ ร.ศ.223” นี้ ไมเคิลยังใช้การเล่นคำเข้ามาในผลงานด้วย ทั้งโปรเจคเตอร์ที่ฉายบทพูดทั้งไทยและอังกฤษจากภาพยนตร์เรื่อง The Adventure of Iron Pussy บนผนังสีขาวในห้องแกลเลอรี่ (ภาพยนตร์ที่เมื่อสมัยเป็นหนังสั้น ไมเคิลรับบทเป็นทั้งพระเอกและนางเอก – เป็นการกระโดดข้ามทางเพศ), “วรรณยุกต์” (Phonetics) สีอะครีลิกบนผ้าใบกับการเล่นคำว่า “gay” ที่มีวรรณยุกต์ไทยต่างกัน, “รูปเหมือนสีขาวและดำ” (Self portrait in black & white) ที่เป็นคำว่า Top และ Bottom และ “ฟลาวเว่อร์” การเขียนคำว่าฟลาวเว่อร์ด้วยสีอะครีลิกและกากเพชรสีทองอร่ามลงบนผ้าใบ… ทั้งหมดล้วนให้ความรู้สึกส่อถึงเรื่องเพศอย่างสองแง่สองง่าม หรือการเหลื่อมล้ำกันทางความหมายแล้ว อีกชิ้นงานหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างดีที่สุด ก็คือ “สวัสติกะ” (Sawastika) ที่ใช้ดีวีดีฉายรูปสัญลักษณ์นาซีสีแดงสดลงบนพื้นห้อง แต่เมื่อสัญลักษณ์นั้นหมุนไป มันก็จะเปลี่ยนกลายเป็นรูปสวัสติกะ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาในศาสนาฮินดู และชิ้นงานนี้เอง ก็ดูจะสรุปประเด็นที่ไมเคิลแฝงไว้ในผลงานทั้งหมดได้ดีที่สุดอีกด้วย นั่นคือความคิดที่ว่า ความหมายสองด้านที่ต่างกันสุดขั้วก็มีเพียงเส้นบางๆ กั้นไว้เท่านั้น ดังนั้นการข้ามผ่านความหมายจากอย่างหนึ่งไปอีกอย่างหนึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ที่สำคัญความหมายทั้งหมดเหล่านั้นก็ล้วนเป็น “ขนบ” หรือสิ่งที่เราอุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้น และ…ขนบธรรมเนียมนี่เอง ที่ดูเหมือนจะหล่อหลอมให้อัตลักษณ์ของปัจเจกชนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้นๆ เหมือนกันไปหมด

ความคิดเรื่องอัตลักษณ์ใน “ไมเคิล เชาวนาศัย อภิมหาอมตะ ร.ศ.223” อาจจะจบลงเพียงเท่านี้หากว่าขาดผลงานชิ้นสุดท้ายตรงทางออกห้องแกลเลอรี่ ผลงงานชื่อ (ด้วยความเคารพนะครับ) “ถ้าพบพระพุทธเจ้ากลางทาง ฆ่าเธอซะ” (If you meet Buddha on your path, kill her.) เป็นการติดตั้งกระจกโดยมีโพสท์อิทเล็กๆ เขียนข้อความตามชื่อตัวงานดังกล่าว ข้อความที่ว่ามาจากสุภาษิตศาสนาเซน ที่ต้องการเสนอว่าหนทางสู่ความรู้แจ้งหรือการค้นหาตัวตนนั้น ไม่ต้องการผู้ชี้นำแต่อย่างใด แต่ต้องใช้ตัวเราเองในการค้นหา… อย่างไรก็ตาม เราต่างรู้ว่ามนุษย์คือสัตว์สังคม และการดำรงชีวิตเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนั้นก็ยากที่จะปฏิบัติได้ตามสุภาษิตนั้น (รวมทั้งตามความเชื่อและศรัทธาทางศาสนาพุทธก็ขัดกันกับสุภาษิตเซนข้อนี้) ดังนั้นตอนจบอีกทางหนึ่งที่ไมเคิลได้ให้ไว้ก็คือ เมื่อมองผ่านกระจกใบนั้นแล้วจะเห็นข้อความที่ติดอยู่ด้านตรงข้ามกับกระจกว่า “ขอให้โชคดี” มันอาจเป็นคำอวยพรสำหรับอีกชีวิตที่ต้องดิ้นรนค้นหาตัวตน และชีวิตที่เหมาะสมกับตนเองให้พบภายในสังคมใหญ่… และถ้าบังเอิญไปชมนิทรรศการแล้วได้พบกับศิลปิน คุณก็จะได้ยินวลีดังกล่าวเช่นกัน

ธันยพร หงษ์ทอง
คอลัมน์ Hype Art นิตยสาร Esquire ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2548

Print Friendly